โจว เสี่ยวผู วิ่งจากโต๊ะหนึ่งไปอีกโต๊ะหนึ่งเพื่อต่อสัญลักษณ์วงโค้งสีเหลือง ระหว่างเข้าร่วมหลักสูตรการฝึกความเป็นผู้นำสำหรับผู้จัดการของแมคโดนัลด์
ที่มหาวิทยาลัยแฮมเบอร์เกอร์ของแมคโดนัลด์ในจีน ซึ่งอาจเข้ายากกว่ามหาวิทยาลัยชื่อดังอย่างฮาร์วาร์ดของสหรัฐเสียอีกด้วยซ้ำชั้นเรียนของโจวเป็น 1 ใน 7 ศูนย์ฝึกการบริหารบนชั้น 20 ของอาคารความสูง 28 ชั้นชานเมืองเซี่ยงไฮ้ อันเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของแมคโดนัลด์ ไชน่า
พื้นที่ขนาด 1,565 ตารางเมตรแห่งนี้ไม่มีสระว่ายน้ำหรือโรงยิม แต่มีห้องสมุดที่เต็มไปด้วยหนังสืออย่าง “Just Listen”, “Personal Accountability” และ “None Of Us Is As Good As All Of Us: How McDonald’s Prospers By Embracing Inclusion and Diversity.”
โจวบอกว่าดีใจและภูมิใจมากที่ได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยแฮมเบอร์เกอร์ โจวเริ่มต้นจากการเป็นผู้บริหารฝึกหัดที่เมืองฉางซา หลังจากได้รับเลือกจากผู้สมัคร 1,000 คน ซึ่งอัตราดังกล่าวคิดเป็นไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ หรือต่ำกว่าอัตราการรับนักศึกษาของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งอยู่ที่ 7 เปอร์เซ็นต์
ก่อนได้เข้าศูนย์ฝึกแห่งนี้ โจวต้องแข่งขันกับพนักงานคนอื่นอีก 43 คนที่สาขาเดียวกันเพื่อให้ได้รับเลือกเป็นผู้ช่วยผู้จัดการ อันนับว่าคุ้มค่าเพราะเธอไม่ต้องจ่ายค่าเรียนเอง แต่แมคโดนัลด์รับผิดชอบค่าใช้จ่ายส่วนนี้ เป็นจำนวน 10,000 หยวนตลอดเวลา 5 วัน
การได้รับเลือกเข้าศูนย์ฝึกนับเป็นงานหินที่ต้องฝ่าฟันการแข่งขัน เพราะมากกว่า 26 เปอร์เซ็นต์ ของบัณฑิต 6.3 ล้านคนในจีน ไม่มีงานทำ ทั้งนี้จากสถิติของกระทรวงศึกษาธิการเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ปีที่แล้ว ขณะที่อัตราว่างงานสำหรับแรงงานในเมืองของจีนนั้นอยู่ที่ 4.2 เปอร์เซ็นต์
ขณะเดียวกัน บริษัทต่างๆ ก็เผชิญต้นทุนค่าแรงที่สูงขึ้นในจีน ซึ่งมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจเฉลี่ยปีละ 10 เปอร์เซ็นต์ ในช่วง 3 ทศวรรษที่ผ่านมา ขณะที่ค่าแรงเฉลี่ยในเมืองของจีนพุ่งเป็น 32,244 หยวนเมื่อปี 2552 จาก 8,319 หยวนเมื่อปี 2542
อีกคนหนึ่งที่เข้ารับการฝึกในมหาวิทยาลัยแฮมเบอร์เกอร์ คือ ซัน หยิง วัย 25 ปี ซึ่งเริ่มทำงานล่วงเวลาที่แมคโดนัลด์เมื่อ ปี 2548 ในช่วงเป็นนักศึกษาปี1 สาขาวิชาเอกบริหารการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยอีสต์ไชนา นอร์แมน และเมื่อสำเร็จการศึกษาในปี 2551 เธอก็เลือกทำงานเต็มเวลากับแมคโดนัลด์ แทนที่จะไปสมัครงานตามธนาคารอย่างที่บิดาแนะนำ
“งานที่ร้านอาหารมีโอกาสก้าวหน้าในอาชีพการงานมากกว่า” ซันให้เหตุผล ซึ่งคงเป็นเช่นนั้นจริง เพราะเมื่อเดือนเมษายน ปีที่แล้ว เธอเพิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้จัดการร้านสาขาซินหัวเหลียน ซึ่งอยู่บนถนนฮวยไห่ ใจกลางนครเซี่ยงไฮ้
“การที่ฉันได้เติบโตร่วมกับทีมงาน ทำให้ฉันดีใจยิ่งกว่าได้เลื่อนตำแหน่งเสียอีก” ซันกล่าวอย่างปีติ หลังจากมีลูกทีมเพิ่มขึ้นจาก 45 คนเป็น 55 คน
โจเอล ซิลเวอร์สเตน ประธานบริษัทที่ปรึกษาอีสต์เวสต์ฮอสปิตอลลิตีในฮ่องกง มองว่า มหาวิทยาลัยแฮมเบอร์เกอร์ของแมคโดนัลด์ในเซี่ยงไฮ้ และโครงการฝึกหัดของทางศูนย์ มีเป้าหมายที่การแก้โจทย์อันเป็น “ความท้าทายอันดับ 1″ ของแมคโดนัลด์ นั่นคือการควานหาและรักษาคนงานที่มีทักษะ
“การจ้างคนงานในธุรกิจให้บริการอาหาร เป็นเรื่องยากมากขึ้นทุกวัน เหตุผลหลักที่แมคโดนัลด์ตั้ง มหาวิทยาลัยแฮมเบอร์เกอร์ ก็เพื่อสร้างมืออาชีพในธุรกิจนี้ และทำให้การควานหาผู้มีฝีมือ เป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายขึ้น” ซิลเวอร์สเตน แสดงความเห็น
ซัน ซึ่งเป็นผู้จัดการร้านในเซี่ยงไฮ้ บอกว่าเธอจะจบหลักสูตรการฝึกอบรมเดือนหน้า ที่มีชื่อว่า “การฝึกความเป็นผู้นำทางธุรกิจ” ซึ่งใช้เวลาฝึก 1 สัปดาห์ เป้าหมายต่อไปของเธอคือเป็นที่ปรึกษาด้านการดำเนินงาน ซึ่งมีหน้าที่ดูแลสาขาจำนวนหนึ่ง
“ทุกวันนี้พ่อของฉันเลิกพยายามโน้มน้าวให้ฉันไปทำงานธนาคารแล้ว” ซันเล่า
เมื่อปีที่แล้ว มหาวิทยาลัมแฮมเบอร์เกอร์ให้การฝึกหัดพนักงาน 1,000 คน จากจำนวนเกือบ 70,000 คนของแมคโดนัลด์ใน จีนแผ่นดินใหญ่ ซูซานนา หลี่ หัวหน้าศูนย์ฝึกอบรม กล่าวว่าจะมีพนักงานอีก 4,000 คนเข้ารับการฝึกที่ศูนย์นี้จนถึงปี 2557 และทางศูนย์ก็มีอุปกรณ์เพียบพร้อมเพื่อรองรับผู้ฝึกจากสถานที่ต่างๆ อย่างอุปกรณ์การแปลเป็นภาษาอังกฤษ จีนกลาง และกวางตุ้ง เพื่อรองรับผู้ฝึกจากฮ่องกงและครูจากต่างแดน
หลี่อธิบายว่าศูนย์ฝึกในนครเซี่ยงไฮ้ของแมคโดนัลด์แตก ต่างจากศูนย์ฝึกใน 6 เมืองทั่วโลก เพราะนำเสนอคอร์สบริหารสำหรับผู้บริหารระดับสูงด้วย ขณะต้นทุนการดูแลศูนย์แห่งนี้ ซึ่งมีครู 7 คน จะอยู่ที่ 150 ล้านหยวนในช่วง 5 ปีถึงปี 2557
ทั้งนี้ แมคโดนัลด์ตั้งมหาวิทยาลัยแฮมเบอร์เกอร์แห่งแรกที่เอลก์โกรฟวิลเลจ รัฐอิลลินอยส์ เมื่อปี 2504 เพื่อฝึกหัดผู้จัดการ รวมถึงเจ้าของแฟรนไชส์
“มีความเป็นไปได้อย่างมากที่จะไต่เต้าขึ้นสู่ตำแหน่งงานระดับสูง คนจำนวนมากคิดว่าโดยทั่วไปแล้วงานในสาขาอาหารจานด่วนเป็นทางตัน แต่ในกรณีของแมคโดนัลด์แล้ว พวกเขามีองค์กรมืออาชีพที่แข็งแกร่งมาก” ปีเตอร์ แจนคอฟสกี หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่บริหารโอคบรูก อินเวสต์เมนต์ ซึ่งถือหุ้นแมคโดนัลด์ 300,000 หุ้น ระบุ
ตัวอย่างในเรื่องนี้เห็นได้จากจิม สกินเนอร์ หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่บริหารแมคโดนัลด์ ซึ่งได้ค่าเหนื่อย 17.6 ล้านดอลลาร์เมื่อปี 2252 และเขาเริ่มต้นจากการเป็นผู้บริหารฝึกหัดเมื่อปี 2514 หลังจากเคยรับราชการอยู่กองทัพเรือ
การย้ายศูนย์ฝึกจากฮ่องกงของผู้ให้บริการร้านอาหารรายใหญ่ที่สุดในโลก แห่งนี้ ไปยังจีนเมื่อปีที่แล้ว มีขึ้นในช่วงของการขยายธุรกิจเข้าไปในจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งแมคโดนัลด์มีส่วนแบ่งตลาดน้อยกว่ายัมส์แบรนด์สของเคเอฟซี ดังนั้น แมคโดนัลด์จึงเปิดสาขามากเป็นประวัติการณ์ 165 แห่งเมื่อปีที่แล้ว และจะเร่งอัตราการขยายตัวปีนี้เพื่อให้มีสาขา 1,000 แห่งใน 4 ปี
ยูโรมอนิเตอร์ บริษัทวิจัยในกรุงลอนดอน เผยว่ายอดขายโดยรวมสำหรับเครือข่ายอาหารจานด่วนในจีนเพิ่มขึ้น 12 เปอร์เซ็นต์ เมื่อปีที่แล้ว เป็น 60,000 ล้านหยวน โดยร้านของยัมส์ ซึ่งประกอบด้วยพิซซาฮัทและเคเอฟซี มีส่วนแบ่ง 40 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่แมคโดนัลด์มีส่วนแบ่ง 16 เปอร์เซ็นต์
แมคโดนัลด์มี สาขา 1,300 แห่งในจีน และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 2,000 แห่งภายในปี 2556 ขณะที่ยัมส์มี 3,700 สาขาในจีน ซึ่งทำรายได้ให้ 44 เปอร์เซ็นต์ของรายได้จากการดำเนินงาน 1,330 ล้านดอลลาร์ในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปีที่แล้ว
แมคโดนัลด์มีแผนเพิ่มการลงทุนในจีน 40 เปอร์เซ็นต์ ปีนี้ หลังจากเพิ่มการใช้จ่ายในแดนมังกร 25 เปอร์เซ็นต์ เมื่อปีที่แล้ว โดยยอดขายของสาขาแมคโดนัลด์ใน จีนที่เพิ่งเปิดบริการได้ปีกว่า เพิ่มขึ้น 12.7 เปอร์เซ็นต์ ในช่วง 3 เดือนถึงเดือนกรกฎาคม-กันยายน หรือมากกว่า 2 เท่าของยอดขายเฉลี่ยในโลก ขณะที่ในไตรมาสสิ้นสุดเดือนธันวาคมปีที่แล้ว การเติบโตของยอดขายอยู่ที่ 5.2 เปอร์เซ็นต์ เทียบกับระดับเฉลี่ยของโลกที่ 5 เปอร์เซ็นต์
อย่างนี้ มีอีกสองสามมหา’ลัยก็ยังไหว