RSS Feed

a November 30th, 2011

  1. แด่…คนไม่ชอบ ผัก

    November 30, 2011 by ClubzD

    บทความสุขภาพ

    แด่…คนไม่ชอบ ผัก (สวยด้วยแพทย์)

    ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ไม่ชอบทาน “ผัก” เรามีทางออกง่าย ๆ ที่จะช่วยให้คุณกลืนผักได้คล่องคอมากขึ้นมาฝากกันค่ะ

    ค้นหาผักที่คุณชอบ

    ในโลกนี้มีผักอยู่หลากหลายชนิด ลองค่อย ๆ ค้นหาผักที่คุณชื่นชอบดูไม่ว่าจะอยู่ในรูปของผักดอง แช่แข็ง หรือแม้กระทั่งบรรจุในกระป๋อง (แม้ว่าผักกระป๋องจะให้สารอาหารเทียบไม่ได้กับผักสด หรือแช่แข็ง แต่พวกมันก็ยังดีกว่าชีสเบอร์เกอร์) ผักแต่ละชนิดต่างก็มีคุณค่าทางโภชนาการแตกต่างกันไป ดังนั้น หยุดวิตกเรื่องที่คุณไม่ทานผักชนิดที่คนอื่นนิยมกัน คุณสามารถเลือกในสิ่งที่ชอบโดยไม่ต้องไปผูกติดอยู่กับใคร แต่สิ่งสำคัญสำหรับข้อนี้ก็คือ คุณต้องเป็นคนที่ชอบหรือกล้าที่จะทดลองสิ่งใหม่ ๆ ค่ะ

    เมนูสลัดแสนอร่อย

    การนำผักหลาย ๆ ชนิดมาผสมผสานเป็นเมนูสลัด ไม่เพียงช่วยให้คุณได้รับสารอาหารที่หลากหลาย ตัวคุณเองยังไม่ต้องกล้ำกลืนทานแต่ผักชนิดใดชนิดหนึ่งด้วยค่ะ แต่การซื้อผักหลากหลายชนิดเพื่อทำเมนูสลัดสำหรับคน ๆ เดียวอาจจะดูยุ่งยากเกินไปสักหน่อย ถ้ายังไงลองหาซื้อสลัดที่ทำเป็นชุดสำเร็จรูปสำหรับทานคนเดียว หรือจะไปที่สลัดบาร์ตามศูนย์การค้า ที่สามารถเลือกผักแค่ในปริมาณที่เราจะทานค่ะ

    รู้จักดัดแปลง

    คุณไม่จำเป็นต้องทานแต่ผักดิบ ลองนำผักหลาย ๆ ชนิดมาดัดแปลงเป็นอาหารประเภทต่าง ๆ ดูบ้างค่ะ เช่น นำมาทานซุป สตูว์ หรือปรุงเป็นซอสราดสปาเกตตี้ เป็นต้น อาหารเหล่านี้ถึงจะมีผักหลายชนิดปนเปกันอยู่ แต่ก็ไม่สามารถแยกแยะรสชาติออกมาเป็นอย่าง ๆ ได้ หรือถ้าจำเป็นต้องทานผักชนิดเดียว ก็ลองให้ปรุงด้วยวิธีที่แตกต่างกัน เช่น ลวก ต้ม นึ่ง ผัด อบด้วยไมโครเวฟ ซึ่งจะให้รสชาติไม่ซ้ำซากจำเจ

    คุณอาจจะซอยผักให้มีขนาดละเอียดขึ้นแทนที่จะต้องกินแบบชิ้นโต ๆ ที่เห็นทีไรหมดความรู้สึกเจริญอาหารทุกที หรือแม้แต่การนำผักและผลไม้มาแปลงเป็นน้ำผัก และผลไม้ก็เป็นความคิดที่ไม่เลวค่ะ

    เสริมด้วยผลไม้บ้าง

    แม้ว่าผลไม้จะมีคุณค่าทางสาารอาหารที่พอจะทดแทนผักได้บ้าง แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด ฉะนั้น อย่าเลือกทานแต่ผลไม้โดยหลีกเลี่ยงไม่ทานผักเลย จริง ๆ แล้วอัตราส่วนผักกับผลไม้ที่แนะนำให้ทานต่อวันเท่ากับ 4:3 แถมผักยังมีสารอาหารและส่วนประกอบหลายอย่าง ที่คุณไม่สามารถหาทดแทนได้จากอย่างอื่นด้วยค่ะ

    เติมคุณค่าด้วยอาหารเสริม

    คุณอาจทานผักที่ถูกแปรมาในรูปของอาหารเสริมชนิดเม็ด หรือจะเป็นพวกวิตามินเสริมต่าง ๆ เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหาร แต่จำไว้ว่าอาหารเสริมเหล่านี้ เทียบไม่ได้กับการรับประทานผักตามธรรมชาติค่ะ

     


  2. ทัพมะหมา 4 ขากับภารกิจช่วยเหลือทหารพิการ

    November 30, 2011 by ClubzD


    คุณพาร์ตันกับเอ็นดาล บัดดี้ตัวเก่า

    เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
    ขอขอบคุณภาพประกอบจาก ivyvillacompany.comhoundsforheroes.comportsmouth.co.uk

    “มะหมาทั้งหมด แถววว..ตรง! โฮ่ง..!” ขออนุญาตฝึกน้องหมาสักเล็กน้อยนะครับ เพราะเนื้อหาสาระที่เรานำมาฝากทุก ๆ ท่านนี้ เป็นเรื่องราวของการฝึกเหล่ามะหมาตัวเล็ก ๆ น่ารัก ๆ ให้สามารถรับฟังคำสั่งและปฏิบัติตามได้ เพื่อเป็นการช่วยเหลืองานด้านสาธารณะประโยชน์นั่นเอง

    เราเริ่มต้นเนื้อหาสาระนี้ ด้วยการพาทุกท่านไปที่เมืองแฮมป์เชียร์ ในประเทศอังกฤษ เพราะที่นี่คือที่ตั้งของมูลนิธิ ”Hounds For Heroes” หรือมูลนิธิที่ทำการฝึกเหล่าสุนัขตัวน้อย ๆ ให้รู้จักฟังคำสั่งและทำสิ่งต่าง ๆ เช่น การเปิดประตู การหยิบสิ่งของ และอื่น ๆ อีกสารพัด เพื่อเป็นบัดดี้คู่ใจ คอยช่วยเหลือทหารที่ต้องสูญเสียอวัยวะของร่างกาย จากการไปร่วมรบในสมรภูมิอัฟกานิสถานและในสมรภูมิอื่น ๆ

    คุณอัลเลน พาร์ตัน ผู้ก่อตั้งและรองประธานของมูลนิธิ ซึ่งเป็นผู้ทุพพลภาพจากการที่ไปร่วมรบในสงครามอ่าวเปอร์เซียครั้งที่ 1 เมื่อปี ค.ศ.1991 ได้พูดถึงมูลนิธิ Hounds For Heroes นี้ว่า ”เมื่อสงครามสงบลง นั่นคือสัญญาณที่บ่งบอกให้รู้ว่า ความเจ็บปวด ความทุกข์ทรมานใจ และการสูญเสียญาติสนิทมิตรสหาย กำลังจะเริ่มต้นขึ้นในชีวิต”

    “มูลนิธินี้เกิดขึ้น เพราะเราตระหนักดีว่าความพิการนำมาซึ่งความไม่สะดวกอย่างมากในการทำกิจวัตรประจำวัน ดังนั้น หากมีตัวช่วยดี ๆ ที่เป็นได้ทั้งผู้ช่วยและเพื่อนที่คอยให้กำลังใจ ก็จะทำให้เหล่าทหารที่พิการได้มีกำลังใจในการใช้ชีวิตมากยิ่งขึ้น และเจ้าสี่ขาทั้งหลายนี่แหละ ถือเป็นบัดดี้ชั้นเยี่ยมที่พึงพาได้จริง ๆ ” คุณพาร์ตันกล่าวเสริม


    คุณพาร์ตันกับทีมงานและสุนัขตัวอื่น ๆ

    Hounds For Heroes เกิดขึ้นได้จากการช่วยกันบริจาคเงินของหน่วยงานและผู้ใจบุญต่าง ๆ มากมาย หลังจากที่เริ่มเป็นที่รู้จักเมื่อสื่อต่าง ๆ ทั้งหนังสือพิมพ์ แม็กกาซีน รายการโทรทัศน์ ภาพยนตร์และการประกาศรางวัลอื่น ๆ มากมาย ได้ทำสกรุ๊ปและเผยแพร่เรื่องราวของคุณพาร์ตัน และ “เอ็นดาล” (Endal) สุนัขบัดดี้ตัวเก่าที่จากเขาไปเมื่อ 2 ปีก่อนเอาไว้ ทั้งนี้ มูลนิธินี้ จะเริ่มฝึกสุนัขตั้งแต่ที่พวกมันมีอายุตั้งแต่ 7 สัปดาห์ขึ้นไป และเมื่อพวกมันโตขึ้นอายุได้ 2 ขวบ จะได้ออกไปช่วยเหลือคนอื่น ๆ ได้อย่างคล่องแคล่วเพราะมีการฝึกมาจนเกิดความชำนาญแล้วนั้นเอง

    โดยสุนัขที่จะทำการฝึก ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นสุนัขพันธุ์ลาบราดอร์ (Labrador) และ พันธุ์โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ (Golden Retriever) เนื่องจากสองสายพันธุ์นี้เมื่อโตขึ้นจะมีความแข็งแรงมากและสามารถพึ่งพาอาศัยได้ดีกว่าสายพันธุ์อื่น ๆ ทั้งนี้เหล่าอดีตทหารพิการที่ต้องการให้สุนัขจากมูลนิธินี้ไปเป็นบัดดี้ จะมีข้อกำหนดที่ว่า จะมีค่าใช้จ่ายที่ตัวละ 900 ปอนด์ หรือประมาณ 43,200 บาท และจะต้องมีการเลี้ยงดูอย่างดี ไม่ใช้งานหรือทารุณเจ้าสี่ขามากจนเกินไป

    นอกจากนี้ ผู้ที่มาขอรับเลี้ยงสุนัขไปเป็นบัดดี้ จะต้องเป็นคนที่อยู่ตัวคนเดียว หรือไม่ก็มีความรับผิดชอบพอที่จะเลี้ยงดูสุนัขได้ ทั้งเรื่องของอาหารการกินและการพามันไปหาสัตวแพทย์เพื่อตรวจร่างกายอย่างสม่ำเสมอด้วย ส่วนทหารหนุ่ม ๆ ที่มีภรรยาหรือเด็กเล็ก ๆ จะไม่แนะนำให้นำสุนัขไปเลี้ยง เพราะพวกเขาเองมีคนคอยดูแล และมีเรื่องของค่าใช้จ่ายส่วนอื่น ๆ ที่ต้องรับผิดชอบมากพออยู่แล้ว