RSS Feed

November, 2011

  1. แด่…คนไม่ชอบ ผัก

    November 30, 2011 by ClubzD

    บทความสุขภาพ

    แด่…คนไม่ชอบ ผัก (สวยด้วยแพทย์)

    ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ไม่ชอบทาน “ผัก” เรามีทางออกง่าย ๆ ที่จะช่วยให้คุณกลืนผักได้คล่องคอมากขึ้นมาฝากกันค่ะ

    ค้นหาผักที่คุณชอบ

    ในโลกนี้มีผักอยู่หลากหลายชนิด ลองค่อย ๆ ค้นหาผักที่คุณชื่นชอบดูไม่ว่าจะอยู่ในรูปของผักดอง แช่แข็ง หรือแม้กระทั่งบรรจุในกระป๋อง (แม้ว่าผักกระป๋องจะให้สารอาหารเทียบไม่ได้กับผักสด หรือแช่แข็ง แต่พวกมันก็ยังดีกว่าชีสเบอร์เกอร์) ผักแต่ละชนิดต่างก็มีคุณค่าทางโภชนาการแตกต่างกันไป ดังนั้น หยุดวิตกเรื่องที่คุณไม่ทานผักชนิดที่คนอื่นนิยมกัน คุณสามารถเลือกในสิ่งที่ชอบโดยไม่ต้องไปผูกติดอยู่กับใคร แต่สิ่งสำคัญสำหรับข้อนี้ก็คือ คุณต้องเป็นคนที่ชอบหรือกล้าที่จะทดลองสิ่งใหม่ ๆ ค่ะ

    เมนูสลัดแสนอร่อย

    การนำผักหลาย ๆ ชนิดมาผสมผสานเป็นเมนูสลัด ไม่เพียงช่วยให้คุณได้รับสารอาหารที่หลากหลาย ตัวคุณเองยังไม่ต้องกล้ำกลืนทานแต่ผักชนิดใดชนิดหนึ่งด้วยค่ะ แต่การซื้อผักหลากหลายชนิดเพื่อทำเมนูสลัดสำหรับคน ๆ เดียวอาจจะดูยุ่งยากเกินไปสักหน่อย ถ้ายังไงลองหาซื้อสลัดที่ทำเป็นชุดสำเร็จรูปสำหรับทานคนเดียว หรือจะไปที่สลัดบาร์ตามศูนย์การค้า ที่สามารถเลือกผักแค่ในปริมาณที่เราจะทานค่ะ

    รู้จักดัดแปลง

    คุณไม่จำเป็นต้องทานแต่ผักดิบ ลองนำผักหลาย ๆ ชนิดมาดัดแปลงเป็นอาหารประเภทต่าง ๆ ดูบ้างค่ะ เช่น นำมาทานซุป สตูว์ หรือปรุงเป็นซอสราดสปาเกตตี้ เป็นต้น อาหารเหล่านี้ถึงจะมีผักหลายชนิดปนเปกันอยู่ แต่ก็ไม่สามารถแยกแยะรสชาติออกมาเป็นอย่าง ๆ ได้ หรือถ้าจำเป็นต้องทานผักชนิดเดียว ก็ลองให้ปรุงด้วยวิธีที่แตกต่างกัน เช่น ลวก ต้ม นึ่ง ผัด อบด้วยไมโครเวฟ ซึ่งจะให้รสชาติไม่ซ้ำซากจำเจ

    คุณอาจจะซอยผักให้มีขนาดละเอียดขึ้นแทนที่จะต้องกินแบบชิ้นโต ๆ ที่เห็นทีไรหมดความรู้สึกเจริญอาหารทุกที หรือแม้แต่การนำผักและผลไม้มาแปลงเป็นน้ำผัก และผลไม้ก็เป็นความคิดที่ไม่เลวค่ะ

    เสริมด้วยผลไม้บ้าง

    แม้ว่าผลไม้จะมีคุณค่าทางสาารอาหารที่พอจะทดแทนผักได้บ้าง แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด ฉะนั้น อย่าเลือกทานแต่ผลไม้โดยหลีกเลี่ยงไม่ทานผักเลย จริง ๆ แล้วอัตราส่วนผักกับผลไม้ที่แนะนำให้ทานต่อวันเท่ากับ 4:3 แถมผักยังมีสารอาหารและส่วนประกอบหลายอย่าง ที่คุณไม่สามารถหาทดแทนได้จากอย่างอื่นด้วยค่ะ

    เติมคุณค่าด้วยอาหารเสริม

    คุณอาจทานผักที่ถูกแปรมาในรูปของอาหารเสริมชนิดเม็ด หรือจะเป็นพวกวิตามินเสริมต่าง ๆ เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหาร แต่จำไว้ว่าอาหารเสริมเหล่านี้ เทียบไม่ได้กับการรับประทานผักตามธรรมชาติค่ะ

     


  2. ทัพมะหมา 4 ขากับภารกิจช่วยเหลือทหารพิการ

    November 30, 2011 by ClubzD


    คุณพาร์ตันกับเอ็นดาล บัดดี้ตัวเก่า

    เรียบเรียงข้อมูลโดยกระปุกดอทคอม
    ขอขอบคุณภาพประกอบจาก ivyvillacompany.comhoundsforheroes.comportsmouth.co.uk

    “มะหมาทั้งหมด แถววว..ตรง! โฮ่ง..!” ขออนุญาตฝึกน้องหมาสักเล็กน้อยนะครับ เพราะเนื้อหาสาระที่เรานำมาฝากทุก ๆ ท่านนี้ เป็นเรื่องราวของการฝึกเหล่ามะหมาตัวเล็ก ๆ น่ารัก ๆ ให้สามารถรับฟังคำสั่งและปฏิบัติตามได้ เพื่อเป็นการช่วยเหลืองานด้านสาธารณะประโยชน์นั่นเอง

    เราเริ่มต้นเนื้อหาสาระนี้ ด้วยการพาทุกท่านไปที่เมืองแฮมป์เชียร์ ในประเทศอังกฤษ เพราะที่นี่คือที่ตั้งของมูลนิธิ ”Hounds For Heroes” หรือมูลนิธิที่ทำการฝึกเหล่าสุนัขตัวน้อย ๆ ให้รู้จักฟังคำสั่งและทำสิ่งต่าง ๆ เช่น การเปิดประตู การหยิบสิ่งของ และอื่น ๆ อีกสารพัด เพื่อเป็นบัดดี้คู่ใจ คอยช่วยเหลือทหารที่ต้องสูญเสียอวัยวะของร่างกาย จากการไปร่วมรบในสมรภูมิอัฟกานิสถานและในสมรภูมิอื่น ๆ

    คุณอัลเลน พาร์ตัน ผู้ก่อตั้งและรองประธานของมูลนิธิ ซึ่งเป็นผู้ทุพพลภาพจากการที่ไปร่วมรบในสงครามอ่าวเปอร์เซียครั้งที่ 1 เมื่อปี ค.ศ.1991 ได้พูดถึงมูลนิธิ Hounds For Heroes นี้ว่า ”เมื่อสงครามสงบลง นั่นคือสัญญาณที่บ่งบอกให้รู้ว่า ความเจ็บปวด ความทุกข์ทรมานใจ และการสูญเสียญาติสนิทมิตรสหาย กำลังจะเริ่มต้นขึ้นในชีวิต”

    “มูลนิธินี้เกิดขึ้น เพราะเราตระหนักดีว่าความพิการนำมาซึ่งความไม่สะดวกอย่างมากในการทำกิจวัตรประจำวัน ดังนั้น หากมีตัวช่วยดี ๆ ที่เป็นได้ทั้งผู้ช่วยและเพื่อนที่คอยให้กำลังใจ ก็จะทำให้เหล่าทหารที่พิการได้มีกำลังใจในการใช้ชีวิตมากยิ่งขึ้น และเจ้าสี่ขาทั้งหลายนี่แหละ ถือเป็นบัดดี้ชั้นเยี่ยมที่พึงพาได้จริง ๆ ” คุณพาร์ตันกล่าวเสริม


    คุณพาร์ตันกับทีมงานและสุนัขตัวอื่น ๆ

    Hounds For Heroes เกิดขึ้นได้จากการช่วยกันบริจาคเงินของหน่วยงานและผู้ใจบุญต่าง ๆ มากมาย หลังจากที่เริ่มเป็นที่รู้จักเมื่อสื่อต่าง ๆ ทั้งหนังสือพิมพ์ แม็กกาซีน รายการโทรทัศน์ ภาพยนตร์และการประกาศรางวัลอื่น ๆ มากมาย ได้ทำสกรุ๊ปและเผยแพร่เรื่องราวของคุณพาร์ตัน และ “เอ็นดาล” (Endal) สุนัขบัดดี้ตัวเก่าที่จากเขาไปเมื่อ 2 ปีก่อนเอาไว้ ทั้งนี้ มูลนิธินี้ จะเริ่มฝึกสุนัขตั้งแต่ที่พวกมันมีอายุตั้งแต่ 7 สัปดาห์ขึ้นไป และเมื่อพวกมันโตขึ้นอายุได้ 2 ขวบ จะได้ออกไปช่วยเหลือคนอื่น ๆ ได้อย่างคล่องแคล่วเพราะมีการฝึกมาจนเกิดความชำนาญแล้วนั้นเอง

    โดยสุนัขที่จะทำการฝึก ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นสุนัขพันธุ์ลาบราดอร์ (Labrador) และ พันธุ์โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ (Golden Retriever) เนื่องจากสองสายพันธุ์นี้เมื่อโตขึ้นจะมีความแข็งแรงมากและสามารถพึ่งพาอาศัยได้ดีกว่าสายพันธุ์อื่น ๆ ทั้งนี้เหล่าอดีตทหารพิการที่ต้องการให้สุนัขจากมูลนิธินี้ไปเป็นบัดดี้ จะมีข้อกำหนดที่ว่า จะมีค่าใช้จ่ายที่ตัวละ 900 ปอนด์ หรือประมาณ 43,200 บาท และจะต้องมีการเลี้ยงดูอย่างดี ไม่ใช้งานหรือทารุณเจ้าสี่ขามากจนเกินไป

    นอกจากนี้ ผู้ที่มาขอรับเลี้ยงสุนัขไปเป็นบัดดี้ จะต้องเป็นคนที่อยู่ตัวคนเดียว หรือไม่ก็มีความรับผิดชอบพอที่จะเลี้ยงดูสุนัขได้ ทั้งเรื่องของอาหารการกินและการพามันไปหาสัตวแพทย์เพื่อตรวจร่างกายอย่างสม่ำเสมอด้วย ส่วนทหารหนุ่ม ๆ ที่มีภรรยาหรือเด็กเล็ก ๆ จะไม่แนะนำให้นำสุนัขไปเลี้ยง เพราะพวกเขาเองมีคนคอยดูแล และมีเรื่องของค่าใช้จ่ายส่วนอื่น ๆ ที่ต้องรับผิดชอบมากพออยู่แล้ว

     


  3. SBOBET

    November 29, 2011 by ClubzD

    sbobet Web รับ แทงบอลออนไลน์ แทงบอลเสเต็ป ทายผลบอล ผลบอลสด ผลกีฬาออนไลน์ที่มีผู้ชื่นชอบมากที่สุด เนื่องจาก SBOBET มีหน้าต่างทายผลบอล ผลกีฬา ที่ง่ายขั้นตอนไม่ยุ่งยาก และ SBOBET เองก็มีความซื่อตรง เที่ยงธรรม ผลบอล ผลกีฬาจบการแข่งขั้น Update ยอดเงินทันที SBOBET ให้ราคาดีทุกเกมส์ ทุกลีก การแข่งขั้น เช็คราคาบอล เช็คผลบอล Update RealTime ต้องที่ SBOBET พิเศษสุด ๆ แทง SBOBET กับเรารับค่าน้ำทันที 5 ตังค์ ทอนให้ท่านอีก 0.3 SBOBET เปิดบริการท่านทุกวัน ตลอด 24 ชม. เราจัดทีม Call Center ไว้คอยตอบปัญหาวิธีการเล่น ฝาก – ถอนเงินสด ไว้บริการท่านตลอด 24


  4. สังเกตไหมเอ่ย? ผู้หญิงมักตื่นนอนเร็วกว่าผู้ชาย

    November 28, 2011 by ClubzD

    นอนหลับ

    ข้อแตกต่างระหว่างผู้ชายและผู้หญิงมีมากมาย และหนึ่งในนั้นก็เป็นเรื่องที่เราไม่ค่อยสังเกตกัน นั่นก็คือ มีผลวิจัยออกมาว่า ผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะมีชั่วโมงนาฬิกาชีวิตใน 1 วันที่น้อยกว่าผู้ชาย นั่นทำให้ผู้หญิงมักจะเข้านอนเร็วกว่าผู้ชาย และตื่นเร็วกว่า และที่สำคัญผู้หญิงก็ยังมีแน้วโน้มที่จะเป็นโรคนอนไม่หลับและเป็นโรคซึมเศร้าได้ง่ายกว่าผู้ชายเสียด้วย

    โดยผลวิจัยชิ้นนี้ นักวิจัยแห่งโรงเรียนแพทย์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สำรวจจากช่วงเวลาการนอนของผู้หญิง 52 คนและผู้ชาย 105 คนในห้องสำหรับใช้ทดลองเป็นเวลา 2-6 สัปดาห์ พวกเขาได้ศึกษาถึง 2 ปัจจัยสำคัญที่บ่งชี้ถึงจังหวะการตื่นการนอนของร่างกาย นั่นคือ อุณหภูมิของร่างกายและฮอร์โมนเมลาโทนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่สร้างขึ้นในต่อมไพเนียล ทำหน้าที่ให้เราหลับและตื่น โดยผู้เข้าร่วมการวิจัยต้องปฏิบัติตามตารางการทดลองอย่างเคร่งครัด ซึ่งผู้ทดลองได้ปรับนาฬิกาชีวิต หรือวงจรการดำเนินชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ตื่นนอนจนกระทั่งนอนหลับของผู้เข้าร่วมการทดลองให้เป็น 20-28 ชั่วโมงต่อวัน แทนที่จะเป็น 24 ชั่วโมงตามปกติ ในห้องที่มีแสงไฟสลัว

    จากผลการทดลองนี้ทำให้เรารู้ว่า นาฬิกาชีวิตแต่ละคนจะเริ่มต้นวันใหม่เมื่อมีแสงอาทิตย์สาดส่องเข้ามาแยงตาเรา จากนั้น ร่างกายจะเริ่มดำเนินชีวิตประจำวันไปตามปกติ ซึ่งบางครั้งเราอาจใช้นาฬิกาชีวิตในวันหนึ่ง ๆ มากกว่า หรือน้อยกว่า 24 ชั่วโมงก็ได้ แต่สำหรับในการศึกษาครั้งนี้ พบว่า ผู้หญิงกว่า 35 เปอร์เซ็นต์ ใช้นาฬิกาชีวิตในหนึ่งวันน้อยกว่า 24 ชั่วโมง ขณะที่มีผู้ชายเพียง 14 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ใช้นาฬิกาชีวิตในหนึ่งวันน้อยกว่า 24 ชั่วโมงเช่นเดียวกับผู้หญิง และที่สำคัญคือ ยังพบอีกด้วยว่าผู้หญิงจะตื่นเร็วกว่าผู้ชายประมาณ 30 นาที

    ความแตกต่างนี้สำคัญมากต่อการบำบัดผู้ที่มีอาการซึมเศร้า เพราะถ้าผู้ป่วยมีแนวโน้มมีนาฬิกาชีวิตน้อยกว่า 24 ชั่วโมง ก็ต้องจัดให้ผู้ป่วยนอนในห้องที่มีแสงสลัว ๆ ในช่วงเวลาเย็น ๆ เพื่อสร้างบรรยากาศในการนอน แต่หากผู้ป่วยมีนาฬิกาชีวิตนานกว่า 24 ชั่วโมง ก็ต้องจัดให้นอนในห้องที่เปิดไฟเสมือนช่วงอรุณรุ่ง เพื่อให้รู้สึกสดชื่น และกระปรี้กระเปร่า เตรียมพร้อมออกไปทำกิจกรรมข้างนอกนั่นเอง

    แล้วทำไมถึงต้องเป็นผู้หญิงล่ะที่นอนน้อยกว่าผู้ชาย และมีโอกาสเป็นโรคซึมเศร้าได้ง่ายกว่าผู้ชาย นักวิจัยเผยว่า เป็นเพราะผู้หญิงและผู้ชายมีระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนในระดับที่ต่างกัน ซึ่งมีผลต่อวงจรการนอนหลับ นอกจากนี้ภาวะการมีประจำเดือนของผู้หญิง ก็ชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของฮอร์โมนกับวงจรการนอนหลับด้วย

    เราคงจะเห็นแล้วว่า ช่วงเวลาการทำงานของร่างกาย หรือนาฬิกาชีวิตของเรานั้นเป็นสิ่งที่สำคัญ ดังนั้น เราก็ควรหาวิธีดูแลร่างกาย และควบคุมพฤติกรรมของตัวเองให้สัมพันธ์กับนาฬิกาภายในร่างกายด้วยนะคะ

     


  5. หลากวิธีปัดเป่าภัยสุขภาพยามนอนหลับ

    November 27, 2011 by ClubzD

    นอนหลับ

    Sleep with the Enemy กับหลากวิธีปัดเป่าภัยในกลางคืน (Twenty-four Seven)

    รู้ไหมว่าคุณถูกแทงข้างหลังทะลุปอดทุกคืน เพราะหายใจเอายาพิษเข้าไปวันละหลายชั่วโมง รีบอ่าน รีบแก้ไข เพื่อกำจัดภัยกันโดยด่วน!!!!

    ผงเข้าตายังระคายเคืองจนต้องรีบล้างน้ำ เพราะฉะนั้นถ้าละอองที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าเหล่านี้เข้าไปเกาะแน่นอยู่เต็มปอดก็ยิ่งควรต้องรีบกำจัด และการแก้ไขย่อมไม่ดีเท่าการป้องกัน เพราะวันนี้ไรฝุ่นอาจทำให้คุณจาม น้ำมูกไหล หรือคันยิบ ๆ ตามตัว และอาจเป็นส่วนหนึ่งของอาการตาค้าง หรือนอนหลับไม่สนิทจนอ่อนเพลีย หดหู่ แต่ในอีกหลายปีข้างหน้า โรคภายในมากมายทั้งปอดติดเชื้อ อาการราลุกลามในอวัยวะจะเฮโลตามมาเป็นขบวนทีเดียว และนี่คือความจริง รวมทั้งวิธีแก้ไข ที่จะทำให้คุณไร้ศัตรูจู่โจมในยามหลับ ขยับตื่นอารมณ์ดี

    ฝุ่นละอองขนาดเล็กมีผลกระทบต่อสุขภาพเป็นอย่างมาก เมื่อหายใจเข้าไปในปอดจะเข้าไปอยู่ในระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง ในสหรัฐอเมริกาพบว่า ผู้ที่ได้รับฝุ่นในระดับหนึ่งจะทำให้เกิดโรค Asthma และฝุ่นในบรรยากาศจะมีความสัมพันธ์กับอัตราการเพิ่มของผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจและโรคปอด และเกี่ยวโยงกับการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

    จากผลการวิจัยโดยนักวิทยาศาสตร์พิสูจน์ว่าฝุ่น 1 กรัม มีไรฝุ่นมากถึง 2,500 ตัว ในที่นอนหนึ่งหลัง ส่วนใหญ่มีอนุภาคของฝุ่นขนาดเล็ก 1-20 ไมครอน เป็นจำนวนมหาศาล ซึ่งฝุ่นจะประกอบด้วยอนุภาคของสิ่งที่มีชีวิต และสิ่งที่ไม่มีชีวิต สะเก็ดของผิวหนังที่แห้ง อนุภาคเกลือจากเหงื่อ และในที่นอนหนึ่งหลังอาจมีไรฝุ่นถึงหนึ่งล้านตัวอาศัยอยู่

    อาหารของไรฝุ่นคือ เศษเซลล์ สะเก็ดผิวหนัง ซึ่งหลุดร่วงจากตัวคน เพราะโดยปกติร่างกายจะสลัดเศษเซลล์เหล่านี้ วันละประมาณหลายพันล้านชิ้น ส่วนใหญ่ตกลงบนที่นอนและเกาะตัวอยู่ตามสปริงที่อยู่ภายในที่นอน ยิ่งไปกว่านั้นการที่ร่างกายขับเหงื่อในขณะที่นอนยิ่งทำให้ที่นอนมีความชื้นเหมาะแก่การอยู่อาศัยและเจริญพันธุ์ของไรฝุ่นเป็นอย่างดี

    จาม

    นอกจากฝุ่นละอองจะทำให้เกิดอาการระคายเคืองตาแล้ว ยังทำอันตรายต่อระบบหายใจเมื่อเราสูดเอาอากาศที่มีฝุ่นละอองเข้าไป อาการระคายเคืองจะเกิดขึ้นตามส่วนต่าง ๆ ของระบบทางเดินหายใจ ขึ้นอยู่กับขนาดของฝุ่นละออง โดยฝุ่นที่มีขนาดใหญ่ร่างกายจะดักไว้ได้ที่ขนจมูก ส่วนฝุ่นที่มีขนาดเล็กนั้นสามารถเล็ดลอดเข้าไปในระบบหายใจ ทำให้ระคายเคืองแสบจมูก ไอ จาม มีเสมหะ หรือมีการสะสมของฝุ่นในถุงลมปอด ทำให้การทำงานของปอดเสื่อมลง

    ข้อสังเกตง่าย ๆ ว่าไรฝุ่นกำลังบั่นทอนสุขภาพของคุณหรือไม่ คือการสังเกตอาการของร่างกาย เช่น การมีโรคภูมิแพ้ ทางเดินหายใจ โรคหอบหืด โรคหลอดลมอักเสบ ซึ่งจะทำให้ทั้งไอ จาม น้ำมูกไหล เจ็บคอ จนกระทั่งรุนแรงมากที่สุด คือโรคหอบหืด สาเหตุของการแพ้ เกิดจากสารที่ปนเปื้อนมากับฝุ่น เช่น ตัวไรฝุ่น สัตว์ตัวเล็ก ๆ ที่อยู่ในบ้านตามที่นอน หมอน มุ้ง เมื่อเราหายใจเอาตัวของมันเข้าไป ก็จะเกิดอาการหอบหืดทันที

    การแก้ปัญหาฝุ่นละอองในที่พักและการป้องกันทำได้ง่าย โดยเอาเครื่องนอน หมอน มุ้ง ทั้งหมดไปตากแดดบ่อย ๆ ตัวไรก็จะตายหมด การเอาที่นอนไปเคาะเอาฝุ่นออกบ่อย ๆ หรือบางทีก็ต้ม และซักด้วยจะยิ่งเป็นการดีที่สุด

    เครื่องดูดฝุ่น

    การใช้เครื่องดูดฝุ่นก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยลดปัญหาฝุ่นผง และไรฝุ่น ควรดูดฝุ่นจากพรมให้บ่อย และเป็นประจำสม่ำเสมอ เพื่อรักษาความสะอาดและตัดวงจรการเจริญเติบโตของเชื้อรา ซึ่งการลากเครื่องดูดฝุ่นไปมาแบบเร็ว ๆ ไม่ใช่การดูดฝุ่นที่ถูกวิธี เพราะนั่นเป็นแค่การนำเอาฝุ่นออกมาจากพรมให้กระจายอยู่ในห้องเท่านั้น แต่การดูดฝุ่นที่ถูกต้อง ควรลากเครื่องไปอย่างช้า ๆ และอยู่ในแต่ละจุดให้นานขึ้นเพื่อให้ฝุ่นหลุดออกมาได้ทั้งหมด

    สิ่งสำคัญหลังการทำความสะอาดคือการดูแลรักษาสุขอนามัยของเครื่องมือ วิธีดูแลรักษาเครื่องดูดฝุ่น เพื่ออายุการใช้งานที่ยาวนาน มีอยู่ด้วยกันหลายวิธี เช่น การทำความสะอาดถุงกรอง หรือถุงเก็บฝุ่น ที่สามารถซักล้างได้ เพื่อป้องกันการอุดตันยืดอายุการทำงานมอเตอร์ ไม่ให้เกิดความร้อนจากการทำงาน

     


  6. สุนัขจีนสุดซื่อสัตย์ เฝ้าหลุมศพเจ้าของตลอดไม่ห่างหาย

    November 27, 2011 by ClubzD

    ขอขอบคุณภาพประกอบจาก ครอบครัวข่าว 3

    เรื่องราวความรักความซื่อสัตย์ของสุนัขกับเจ้าของ เป็นสิ่งที่มักจะสร้างความประทับใจให้แก่ผู้พบเห็นอยู่เสมอ เช่นเดียวกับสุนัขตัวหนึ่งจากจีน ที่ซื่อสัตย์กับเจ้าของมาก ๆ ถึงขั้นที่ว่าเจ้าของได้ลาจากโลกนี้ไปแล้ว แต่มันก็ไปเฝ้าหลุมเจ้าของโดยตลอด 1 สัปดาห์เต็ม

    สุนัขตัวนี้อยู่ที่หมู่บ้านพันเจียทุน ใกล้ ๆ กับเมืองชิงเตา ในมณฑลซานตง ทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน โดยเจ้าของสุนัขตัวนี้คือ นายเลาพัน สมาชิกอาวุโสของหมู่บ้าน ที่ใช้ชีวิตอยู่ตามลำพังกับเจ้าสุนัขตัวนี้จนถึงอายุ 68 ปี จนกระทั่งเมื่อช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา นายเลาพันได้เสียชีวิตลง และมีการนำศพไปฝังไว้ที่หลุมศพตามประเพณี

    แต่ด้วยความรัก ความผูกพัน สุนัขตัวนี้ไม่ได้อยู่ที่บ้านพักของนายเลาพันแต่อย่างใด หากแต่มันไปอยู่ข้างหลุมฝังศพของนายเลาพันผู้เป็นเจ้าของ ซึ่งมันอยู่เฝ้าหลุมศพของเจ้าตลอด 7 วัน โดยไม่ยอมไปไหน และไม่ยอมกินอะไรทั้งนั้น

    เมื่อชาวบ้านเห็นว่าสุนัขอยู่โดยไม่มีอาหาร พวกเขาจึงพยายามพามันกลับหมู่บ้าน และทำอาหารให้มันกิน แต่ไป ๆ มาๆ สุนัขตัวนี้กลับคาบอาหารไปยังข้าง ๆ หลุมฝังศพของนายเลาพัน แล้วก็กินนอนอยู่ตรงนั้นเรื่อยมา

    อย่างไรก็ดี เมื่อชาวบ้านพยายามจะพามันกลับหมู่บ้านกี่ครั้งก็ตาม มันก็จะกลับไปหาเจ้านายของมันอยู่เสมอ ทางชาวบ้านเองเลยเปลี่ยนวิธีนำน้ำและอาหารไปให้กับสุนัขที่ข้าง ๆ หลุมศพของนายเลาพันเป็นประจำแทน ขณะที่ในวันข้างหน้า พวกเขามีแผนจะสร้างบ้านให้กับสุนัขที่แสนจะซื่อสัตย์ตัวนี้ไว้ใกล้กับหลุมฝังศพของนายเลาพัน เพื่อให้มันได้ใช้เป็นที่นอนหลบแดดหลบฝนต่อไป

     


  7. 12 สาเหตุอาการเครียด ที่คุณอาจคาดไม่ถึง

    November 24, 2011 by ClubzD

    ความเครียด


    ปัจจุบันความเครียดดูจะเป็นปัญหาใกล้ตัวคนในยุคนี้เหลือเกิน สาเหตุหลักของความเครียดเกิดจากหลายประการ เช่น น้ำท่วม ตกงาน สภาพบอบช้ำทางจิตใจ ความเศร้าโศก ฯลฯ แต่ก็ยังมีอีกหลาย ๆ คนที่มีอาการเครียดโดยไม่ได้เกิดจากปัจจัยเหล่านี้ บางทีเรื่องเล็ก ๆ ก็กลับกลายเป็นสาเหตุของอาการเครียดได้โดยที่เราคาดไม่ถึง วันนี้เราจึงนำบทความดี ๆ จากเว็บไซต์health.com ที่ได้รวบรวมสาเหตุของอาการเครียดที่เราคาดไม่ถึง มาให้ชาวกระปุกได้ทำความรู้จักกันค่ะ

    1. ความเปลี่ยนแปลงในช่วงรอยต่อระหว่างฤดู

    อาการเครียดในช่วงรอยต่อระหว่างฤดูอาจพบเห็นได้ไม่มากนักในประเทศไทย ซึ่งเวลาในแต่ละฤดูไม่ได้แตกต่างกันมาก แต่ในประเทศแถบยุโรป ที่มีความแตกต่างระหว่างฤดูอย่างชัดเจน ช่วงรอยต่อการเปลี่ยนผ่านจากฤดูกาลหนึ่งสู่ฤดูกาลใหม่ สามารถทำให้เกิดความเครียดได้เนื่องจากร่างกายไม่สามารถปรับตัวตัวเข้าสู่เวลาของฤดูกาลใหม่ได้ทัน อย่างในฤดูหนาวที่กลางคืนยาวขึ้น และกลางวันหดสั้นลง แทนที่ร่างกายจะตื่นมาอย่างสดชื่นพร้อมกับอาทิตย์รุ่งอรุณ กลับต้องตื่นขึ้นมาเจอกับความมืดสลัวที่ไม่คุ้นเคยอย่างที่ผ่านมา ซึ่งในสภาพเช่นนี้จะทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนิน ทำให้เกิดภาวะซึมเศร้าและเครียดได้

    2. การสูบบุหรี่

    สารนิโคตินในบุหรี่ ออกฤทธิ์รบกวนการทำงานของสารเคมีในสมองอย่าง โดปามีน และ เซโรโทนิน ซึ่งทำหน้าที่เป็นสารสื่อประสาท และยังมีหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการทำงานของยารักษาอาการซึมเศร้า (antidepressant drugs) ด้วย เมื่อสารทั้งสองตัวนี้ถูกรบกวน จึงทำให้เกิดอาการหงุดหงิด ไปจนถึงซึมเศร้า ซึ่งนี่เป็นคำอธิบายด้วยว่า ทำไมผู้ที่กำลังอยู่ในช่วงถอนยา หรือหย่าบุหรี่ จึงมีอาการเครียด เพราะฉะนั้นเพื่อรักษาสมดุุลของสารเคมีในสมอง หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ตั้งแต่ต้นจะดีที่สุด

    3. โรคไทรอยด์

    ฮอร์โมนไทรอยด์ซึ่งผลิตจากต่อมไทรอยด์มีหน้าที่หลายหลาก ทั้งทำหน้าที่เป็นสารสื่อประสาท และรักษาระดับสารสื่อประสาทเซโรโทนินให้อยู่ในภาวะปกติ ผู้ป่วยโรคไทรอยด์ที่ไม่สามารถผลิตฮอร์โมนไทรอยด์ได้ตามปกติ จะทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า ”ไฮโปไทโรดิซึ่ม” (hypothyroidism) เมื่อการทำงานของต่อมไทรอยด์ผิดเพี้ยนไปจากเดิม จึงไม่สามารถทำตัวเป็นสารสื่อประสาทได้อย่างเคย รวมถึงทำให้สารเซโรโทนินเสียสมดุลไปด้วย ก่อให้เกิดอาการเครียดได้นั่นเอง

    4. นอนน้อย

    การนอนหลับพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ นอกจากจะทำให้รู้สึกหงุดหงิดได้ง่ายแล้ว ยังเป็นสาเหตุให้เกิดอาการเครียดด้วย มีผลการทดลองหนึ่งจากปี 2007 พบว่า เมื่อให้คนสุขภาพดีแต่นอนน้อย มาดูภาพที่ชวนหดหู่ สมองของคนกลุ่มนี้จะทำงานหนักกว่า คนสุขภาพดีที่พักผ่อนอย่างเต็มที่ แล้วถูกทดสอบด้วยประการเดียวกัน ซึ่งอาการที่เกิดขึ้นกับคนกลุ่มนอนน้อย เป็นอาการเดียวกับที่ปรากฏในผู้ป่วยที่เป็นโรคเครียด เพราะเมื่อนอนหลับไม่เพียงพอ สมองจึงไม่ได้รับการซ่อมแซมฟื้นฟู ทำให้การทำงานของสมองบางส่วนบกพร่องไป อันเป็นสาเหตุหนึ่งที่นำไปสู่ความรู้สึกเครียดนั่นเอง

    5. ติดเฟซบุ๊ก

    สิ่งนี้ดูจะเป็นอาการทั่วไปของคนในยุคปัจจุบันเสียแล้ว นอกจากเฟซบุ๊ก ยังหมายรวมถึงโปรแกรมแชทต่าง ๆ รวมทั้งโซเชียลเน็ตเวิร์กอื่น ๆ ด้วย ซึ่งการใช้เวลามากเกินไปบนโลกออนไลน์นี้ ทำให้เกิดอาการเครียดตามมาได้ มีผลการศึกษาในปี 2010 กล่าวว่า ร้อยละ 1.2 ของคนอายุระหว่าง 16-51 ปี ในอเมริกา ใช้เวลากับโลกอินเทอร์เน็ตมากเกินไป และมีแนวโน้มว่าจะเกิดอาการเครียดได้ง่าย ตั้งแต่ระดับปานกลางจนถึงรุนแรง แต่อย่างไรก็ตามผลการวิจัยนี้ยังไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่า การผูกติดกับโลกอินเทอร์เน็ตมากเกินไปทำให้เกิดอาการเครียด หรือ คนที่มีอาการเครียดง่ายเป็นทุนเดิม มักมีแนวโน้มยึดติดกับโลกออนไลน์มากกว่าคนทั่วไปกันแน่

    6. โปรแกรมโปรดฉายจบ

    เมื่อสิ่งที่ชื่นชอบและรอคอย เดินทางมาถึงตอนจบ ก็ทำให้อดใจหายไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นละคร ซีรี่ย์ หรือ ภาพยนตร์ที่ชื่นชอบ และการจบลงของโปรแกรมเหล่านี้ ยังให้เกิดอาการเครียดขึ้นได้ เพราะผู้ชมมักนำตัวเองไปผูกติดกับเรื่องราวที่ดำเนินไป แต่โลกความจริงนั้นไม่เหมือนกับในละคร ทำให้เกิดความผิดหวัง ซึมเศร้า และ เครียด ตามมาได้

    ความเครียด

    7. แหล่งที่พักอาศัย

    ประเด็นเรื่องการเลือกทำเลตั้งถิ่นฐานยังหยิบขึ้นมาถกกันได้บ่อย ๆ เพื่อหาข้อสรุปว่า การมีบ้านอยู่ในเมืองกับนอกเมืองนั้นแบบไหนดีกว่ากัน อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาหนึ่งในปี 2011 จากวารสาร Nature บอกว่า ผู้คนที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่มีความเสี่ยงที่จะประสบอาการเครียด มากกว่าคนที่อาศัยอยู่นอกเมืองถึงร้อยละ 39 เนื่องจากคนเมืองมีกิจกรรมให้ทำเยอะกว่า ซึ่งหมายถึงสมองต้องทำงานหนักกว่า และ มีโอกาสพบเรื่องที่ต้องให้เครียดจากกิจกรรมต่าง ๆ เหล่านั้นเยอะกว่านั่นเอง

    8. ตัวเลือกการบริโภคที่หลากหลาย

    สินค้าประเภทเดียวกันที่มีอยู่มากมายหลายยี่ห้อในตลาด เป็นปัจจัยแฝงอย่างหนึ่งที่ก่อให้เกิดความเครียดขึ้นกับผู้บริโภคได้ ผู้บริโภคที่สามารถเลือกสินค้าที่ตรงกับความต้องการได้โดยไม่มีความลังเล จะรอดพ้นจากความเครียดนี้ ส่วนรายที่ชอบทดสอบ เลือกเฟ้น ค้นหาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดี และคุ้มค่ามากที่สุด จะกลายเป็นเหยื่อความเครียดโดยไม่รู้ตัว

    9. ไม่ทานปลา

    ผลการศึกษาหนึ่งจากประเทศฟินแลนด์ ในปี 2004  พบว่าการขาดกรดไขมันโอเมก้า 3 อันพบมากในปลาแซลมอนและน้ำมันพืช ทำให้ผู้หญิงมีแนวโน้มเกิดอาการเครียดได้ง่าย อย่างไรก็ตามเรื่องนี้กลับไม่ส่งผลกระทบใดกับผู้ชาย คำอธิบายที่พอเชื่อถือได้กล่าวว่า เพราะกรดไขมันดังกล่าว ทำหน้าที่เป็นตัวช่วยในการรักษาระดับสมดุลของสารสื่อประสาทเซโรโทนิน ซึ่งหากสารนี้อยู่ในภาวะไม่เหมาะสมก็จะทำให้เกิดอาการเครียดได้

    10. เติบโตอย่างโดดเดี่ยวห่างไกลลูกพี่ลูกน้อง

    แม้การมีครอบครัวขยาย หรือการอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ จะก่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่ไม่ราบรื่น หรือความขัดแย้งและความเครียดได้ง่ายกว่าการอยู่แบบครัวเดี่ยว การอยู่แบบสบายตัว ไม่มีความสัมพันธ์ผูกพันให้ยุ่งยากจึงน่าจะฟังดูดีกว่า แต่ความจริงแล้วการเติบโตอย่างโดดเดี่ยวไร้การปฏิสัมพันธ์กับญาติ ๆ หรือลูกพี่ลูกน้องในรุ่นราวคราวเดียวกัน กลับทำให้เด็กรายนั้นมีโอกาสเติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่ประสบภาวะเครียดง่ายได้ในภายหลัง ซึ่งสาเหตุเบื้องหลังเกิดจาก การขาดทักษะการสื่อสารและการเข้าสังคม แต่อย่างไรก็ดี การเติบโตขึ้นมาท่ามกลางการทะเลาะวิวาทระหว่างพี่น้อง ก็ทำให้เกิดความเครียดได้เช่นกัน

    11. ยาคุมกำเนิด

    ฮอร์โมนโปรเจสเทอโรนแบบสังเคราะห์ที่มีอยู่ในยาเม็ดคุมกำเนิด ก่อให้เกิดผลข้างเคียงในผู้หญิงบางรายได้ โดยจะทำให้มีอาการเครียด ไปจนถึงซึมเศร้า ยิ่งในรายที่มีประวัติเครียดง่ายอยู่แล้ว ก็จะปรากฏอาการนี้ได้ง่ายขึ้นในขณะที่พวกเธอใช้ยาคุมกำเนิดด้วย

    12. ยาชนิดอื่น ๆ

    อาการเครียดและภาวะซึมเศร้าอาจมาจากผลข้างเคียงของการใช้ยาบางประเภท เช่น แอคคิวเทน หรือยาในตระกูลไอโซเตรติโนอิน (isotretinoin) ซึ่งเป็นที่รู้จักจากสรรพคุณช่วยรักษาสิว, ยากล่อมประสาท รักษาอาการวิตกกังวล นอนไม่หลับ อย่าง วาเลียม (Valium), ซาแน็ก (Xanax) หรือแม้แต่ยาที่จ่ายให้กับหญิงวัยทอง อย่าง พรีมาริน(Premarin) ก็ทำให้เกิดอาการเครียด ซึ่งเป็นผลข้างเคียงจากการใช้ยานั่นเอง

    สาเหตุของอาการเครียดอยู่ใกล้ตัวกว่าที่เราคิดมาก เพราะฉะนั้น อย่าลืมที่จะอยู่อย่างรู้เท่าทันปัจจัยที่ก่อให้เกิดอาการเครียด และเอาใจใส่ภาวะจิตใจให้แข็งแรงอยู่เสมอนะคะ

     


  8. 10 วิธีประทินโฉมจากธรรมชาติที่ทำเองได้

    November 20, 2011 by ClubzD


    ในทุกวันนี้ที่มีปัจจัยทำลายความสวยของผู้หญิงเรามากมายสารพัด สาว ๆ หลายคนต่างต้องสรรหาวิธีการดูแลและบำรุงผิวพรรณ เส้นผม มาประทินโฉมกันมากขึ้น เพื่อคงความสวยความงามของตัวเองให้นานที่สุด ยากที่จะถูกสิ่งแวดล้อมมลภาวะโดยรอบทำลาย และการดูแลความสวยความงามด้วยวัตถุดิบจากธรรมชาติ ดูเหมือนจะเป็นที่นิยมของสาว ๆ ปัจจุบันนี้เป็นอย่างมาก เนื่องจากมันไม่ได้ผ่านกระบวนการสังเคราะห์ใด ๆ ซึ่งอาจเป็นอันตรายกับสาว ๆ ไม่น้อย อีกทั้งยังให้ผลที่ดีกว่าผลิตภัณฑ์ตามร้านขายเครื่องสำอางเยอะด้วย

    วันนี้กระปุกดอทคอมเลยขอรวบรวม 10 วิธีดูแลความสวยความงามแบบทำเองได้ และมีประสิทธิภาพมาฝากกัน ให้สาว ๆ ได้สวยกันแบบง่าย ๆ ปลอดภัย แถมยังประหยัดเงินในกระเป๋าอีกด้วยค่ะ

    1. นมสด + น้ำตาลทรายแดง = สครับขัดผิวขาว สูตรนี้เป็นสูตรที่สามารถทำได้ง่ายแสนง่าย เพียงแค่นำน้ำตาลทรายแดงมาเทลงในถ้วยพร้อมกับนมสด จากนั้นนำไปขัดผิว จะช่วยผลัดเซลล์ผิวได้ดี และน้ำนมก็ยังทำให้ผิวสว่างใส ขาวขึ้นอีกด้วย

    2. โยเกิร์ต + น้ำผึ้ง = บำรุงผิวบอบบาง แพ้ง่าย สำหรับผิวบอบบาง แพ้ง่าย ใช้วิธีนี้เวิร์คสุด ๆ ค่ะ จะช่วยให้ผิวเนียนนุ่มชุ่มชื้นขึ้น ทำได้บ่อย ๆ ค่ะ

    3. น้ำมันดอกทานตะวัน + น้ำมันดอกคำฝอย = ทรีทเม้นท์ดูแลหนังศีรษะ น้ำมันทั้งสองชนิดนี้ เมื่อนำมาผสมรวมกันแล้วนำไปชโลมผม โดยนวดบริเวณหนังศีรษะให้ทั่ว ช่วยทำให้หนังศีรษะมีสุขภาพดี ลดปัญหารังแคได้

    4. เจลปิโตรเลียม + น้ำตาลทรายแดง = สครับขัดริมฝีปาก นำส่วนผสมทั้งสองอย่างมาผสมกัน จากนั้นนวดเบา ๆ บริเวณริมฝีปาก ช่วยทำให้ริมฝีปากนุ่มชุ่มชื้น ไม่แห้งและหลุดลอกอีกต่อไป

    5. เกลือ + น้ำสะอาด = สเปรย์สำหรับเส้นผม นำเกลือป่นมาผสมกับน้ำสะอาด เขย่า ๆ ให้เข้ากัน จะทำให้มีคุณสมบัติเหมือนกับน้ำทะเล ทำให้เส้นผมมีน้ำหนัก และอยู่ทรงสวยงาม

    6. น้ำลอยดอกกุหลาบ + น้ำกะทิ = ครีมอาบน้ำสุดผ่อนคลาย นำกลีบกุหลาบโปรยลงในอ่างอาบน้ำ แล้วใส่กะทิเข้าไปประมาณ 1-2 แก้ว แล้วอาบ จะช่วยให้ผิวนุ่มเนียน ชุ่มชื้น และยังผ่อนคลายด้วยกลิ่นกุหลาบด้วย

    7. น้ำมันมะกอกอุ่น = ทรีทเม้นท์สำหรับเส้นผม นำน้ำมันมะกอกมาอุ่นให้พออุ่นนิดหน่อย แล้วนำไปชโลมบนเรือนผม ช่วยบำรุงผมเสีย แห้ง แตกปลายได้อย่างได้ผล

    8. ชาเขียว + น้ำสะอาด = โทนเนอร์ นำชาเขียวผสมกับน้ำสะอาด จากนั้นนำมาเช็ดบนใบหน้า จะช่วยทำความสะอาดผิวให้เกลี้ยงเกลามากขึ้น

    9. น้ำตาลแดง + น้ำมันอัลมอนต์ = สครับมือและเท้า นำส่วนผสมทั้งสองมาผสมกัน จากนั้นนำไปขัดมือและเท้า อาจผสมครีมอาบน้ำลงไปเล็กน้อยก็ได้เพื่อกลิ่นหอม จะช่วยชำระล้างคราบไคลได้ดีค่ะ

    10. น้ำมะนาว + น้ำผึ้ง = ผิวขาวใสทั่วเรือนร่าง มะนาวมีฤทธิ์เป็นกรด มี AHA ช่วยผลัดเซลล์ผิวและทำให้ผิวขาวขึ้น นำมาผสมกับน้ำผึ้งแล้วนำไปทาบริเวณเรือนร่าง แขนขา จะช่วยทำให้ผิวบริเวณนั้นมีการผลัดเซลล์ผิว ขจัดคราบไคล และเผยผิวใสได้ค่ะ

    เอาล่ะค่ะ คราวนี้ก็เป็นหน้าที่ของสาว ๆ แล้วล่ะ ลองแว๊บไปดูในครัวดูซิว่า มีวัตถุดิบชนิดไหนสามารถนำมาประทินโฉมตามวิธีที่เราแนะนำไปวันนี้บ้าง

     


  9. เมื่อเป็นหวัดต้องทำอย่างไร

    November 20, 2011 by ClubzD

    สำหรับผู้ที่เป็นหวัดนั้นอาจจะมีอาการเบา – หนัก  ต่างกันซึ่งแล้วแต่ความแข็งแรงของร่างกาย(ที่ได้รับเชื้อหวัด  บางมีแค่อาการทั่วๆไปเช่น  จาม น้ำมูกไหล  บางรายอาจจะ เป็นไข้ขึ้นสูง  เจ็บคอ  เพราะฉะนั้นเราควรดูแลในช่วงที่เป็นหวัด  ให้บรรเทาให้เร็วขึ้น   และช่วยให้เกิดโรคแทรกซ้อนได้ยาก

    -          ต้องดื่มน้ำมากๆ  อันนี้ต้องบอกไว้ก่อนนะครับ  การที่เราเป็นไข้ร่วมด้วยนั้นทำให้ร่างกายเราร้อนและอ่อนเพลียการดื่มน้ำเข้าไปจะไปช่วยในการปรับอุณหภูมิของร่างกายและทดแทนน้ำที่เสียไปได้  ช่วยปรับความสมดุลในร่างกายให้ไข้ลดลง

    -          รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ที่มีวิตามินซีเยอะๆ  อย่างเช่น ส้ม  จะให้ร่างกายของเรามีภูมิคุ้มกันมากขึ้น

    -          นอนหลับผักผ่อนให้เพียงพอ  ควรที่จะหยุดทำงานชั่วคราวเพื่อให้ร่างการผักผ่อนในระยะฟื้นตัว  ร่างกายต้องกำจัดเชื้อโรคออกไป  เป็นการพักผ่อนด้วยการนอนหลับ  จะทำให้ร่างการฟื้นตัวเร็วขึ้น

    -          หากมีอาการใข้ขึ้นสูงควรที่จะหาผ้าซุบน้ำมาเช็คตัวเป็นระยะควรที่จะเป็นน้ำที่อุณหภูมิห้อง

    -         งดรับประทานสิ่งของที่เป็นพิษต่อร่างกาย  อย่างเช่น  ชา  กาแฟ และเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์

    -          ทำร่างกายให้อบอุ่นอยู่เสมอ  หากอากาศมีความเย็นจัด  ให้ห่มผ้าเพื่อทำให้ร่างกายอบอุ่นอยู่เสมอ

    -          หากมีอาการเจ็บคอให้ทำการกลั้วคอด้วยน้ำเกลือ

    -          อย่าสั่งน้ำมูกแรงๆ  แต่ให้ค่อยเช็ดไม่ควรเอาน้ำมูกกลับเข้าไป  หากมีอากาศมากให้เสริมหมอนสูงขึ้นอีก  เพื่อให้หายใจสะดวกมากขึ้น

    -          หากมีอาการยังหนักอยู่ให้รีบไปพอแพทย์ทันที  เพราะอาจจะมีโรคแทรกช้อน  หรืออาจจะเป็นเชื้อหวัดที่ต้องได้รับการดูรักษาเป็นพิเศษ

     

     

     


  10. ธนบัตรเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ เปิดจอง 21 พ.ย.

    November 19, 2011 by ClubzD

    ขอขอบคุณภาพประกอบจาก ครอบครัวข่าว 3

    แบงก์ชาติทำธนบัตรเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบ ชนิดาราคา 100 บาท 9,999,999 ฉบับ เปิดจอง 21 พ.ย.นี้

    เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2554 นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในวาระที่พระองค์ทรงเจริญพระชนมพรรษา 7 รอบ ในวันที่ 5 ธันวาคม 2554 ธปท. จึงได้จัดพิมพ์ธนบัตรที่ระลึกชนิดราคา 100 บาท จำนวน 9,999,999 ฉบับ ให้ประชาชนสามารถซื้อเพื่อเป็นที่ระลึกได้

    โดยธนบัตรที่จัดพิมพ์ขึ้นเนื่องในวาระพิเศษนี้แบ่งเป็นสองประเภท คือ ธนบัตรพร้อมแผ่นพับ จำหน่ายในราคาชุดละ 200 บาท และ ธนบัตรพร้อมแผ่นพับและบรรจุภัณฑ์ ราคาชุดละ 500 บาท แต่ละใบมีความกว้างและยาว 84 และ 162 ตามลำดับ ซึ่งตัวเลขความกว้างหมายถึง พระชนมพรรษา 84 พรรษา ส่วนตัวเลขความยาวทั้งสามตัว เมื่อบวกกันแล้วจะได้ 9 อันหมายถึงรัชกาลที่ 9 นั่นเอง นอกจากนี้ธนบัตรทุกฉบับจะมีเลข 9 นำหน้าตัวอักษรไทยหมวด ธ ซึ่งหมายถึงพระมหากษัตริย์ ด้วย

    ทั้งนี้ ธทป. ได้อัญเชิญพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในฉลองพระองค์ชุดครุยมหาจักรีบรมราชวงศ์ บนลายพื้นสีเหลือบทองไว้เป็นพระประธานด้านหน้า มีอักษรพระปรมาภิไทย ภปร. อยู่ในดวงฟอยล์สีเงินทางเบื้องซ้าย ในขณะที่มุมซ้ายบนมีตัวเลขอารบิก 100 พิมพ์ด้วยหมึกพิเศษสีทองเหลือบเขียว เมื่อขยับธนบัตรขึ้นลงจะเห็นแถบแนวนอนสีทองเลื่อนขึ้นลงตามแนวตั้ง ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่มีการใช้เทคนิคพิเศษนี้ในการพิมพ์ธนบัตรไทย ส่วนรูปพระประธานด้านหลังได้อัญเชิญพระบรมฉายาทิสลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขณะทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจมาไว้พร้อมกับภาพที่แสดงถึงภาพต่าง ๆ ที่แสดงถึงพระอัจฉริยภาพของพระองค์

    สำหรับประชาชนผู้สนใจสามารถสั่งซื้อได้ที่ธนาคารพานิชย์ทุกสาขา ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน และรับธนบัตรได้ในวันที่ 2 ธันวาคม เป็นต้นไป

    นอกจากนี้ ธปท.ยังได้จัดนิทรรศการ “ภัทรมหาราชา ธนบัตรชาติไทย” เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองวาระที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษา 7 รอบ โดยได้นำธนบัตรรุ่นต่าง ๆ ที่นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับพระราชกรณียกิจ พระอัจฉริยภาพ และโครงการในพระราชดำริต่าง ๆ ที่่ถูกอัญเชิญมาเป็นภาพด้านหลังธนบัตร มาจัดแสดงที่ ตำหนักสมเด็จ วังบางขุนพรหม ในบริเวณ ธปท. สำนักงานใหญ่ ถนนสามเสน ประชาชมสามารถเข้าชมได้ตั้งแต่วันที่ 6 ธันวาคม 2554 – 13 มกราคม 2555 ระหว่างเวลา 9.00-16.30 น. (เว้นวันหยุดราชการ)